รีซ เจมส์ : ลดระดับบุกแหลก เพื่อแลกกับการยืนระยะ

ตลอดช่วงราว 5–6 ปีที่ผ่านมา หากพูดถึงแบ็กขวาที่ “มาตรฐานนิ่ง” ที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีก ชื่อของ รีซ เจมส์ มักถูกยกขึ้นมาเสมอ เขามีครบทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่ง และความสามารถรอบด้าน ทั้งเกมรุกและเกมรับ จนสถานะถูกยกระดับจากดาวรุ่งในอะคาเดมี สู่ผู้เล่นตัวหลักของเชลซีแบบเต็มตัว

แต่เส้นทางที่เหมือนจะพุ่งไปได้ไกล กลับติดอยู่ที่เรื่องเดียวที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอด นั่นคือ อาการบาดเจ็บ ที่มาแล้วมาอีกจนพัฒนาการสะดุดซ้ำ ๆ

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลัง ๆ เหมือนร่างกายของเขาจะกลับมาดีกว่าหลายปีที่ผ่านมา และที่น่าสนใจคือ เชลซีทำอย่างไร ถึงช่วยให้ รีซ เจมส์ “ยืนระยะ” ลงเล่นต่อเนื่องได้มากขึ้น? เรื่องนี้มีที่มาเป็นลำดับ และต้องย้อนกลับไปตั้งแต่รากของตัวตนเขาเลยทีเดียว

 

สัญชาตญาณบุกแหลกตั้งแต่เด็ก

 

สัญชาตญาณบุกแหลกตั้งแต่เด็ก

รีซ เจมส์ เติบโตมากับฟุตบอลแบบแทบฝังอยู่ในบ้าน เพราะครอบครัวของเขามีพื้นฐานนักเตะอยู่แล้ว ทั้งคุณพ่อ ไนเจล รวมถึงพี่ชายอย่าง โจชัว และน้องสาวอย่าง ลอเรน ต่างก็เป็นนักฟุตบอลเหมือนกัน

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาหลงรักฟุตบอล คือการมี ดิดิเยร์ ดร็อกบา ตำนานเชลซีเป็นไอดอลตั้งแต่วัยเด็ก จึงไม่แปลกที่เส้นทางช่วงแรกในอะคาเดมีของเชลซี เขาถูกใช้งานเป็น “ตัวรุก” ก่อน—เริ่มจากกองหน้าตัวเป้า แล้วค่อยขยับไปเป็นปีก เพื่อใช้ความเร็วและทักษะพาบอลทำเกม

การที่เขาเริ่มจากตำแหน่งกองหน้า ส่วนหนึ่งมาจากความอยากเจริญรอยตามดร็อกบา แต่อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนว่าเจ้าตัวมี “สัญชาตญาณเกมรุก” หนักอยู่แล้ว เพราะเขายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนได้รับการยอมรับจากโค้ชเยาวชน

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทีมเยาวชนเชลซีเจอปัญหาขาดแคลนผู้เล่นบางตำแหน่ง โดยเฉพาะกองกลาง โค้ชจึงให้ รีซ เจมส์ ถอยลงไปช่วยในบทบาทมิดฟิลด์แบบชั่วคราว และเขาก็ทำได้ดีอย่างน่าพอใจ

การขยับลงต่ำทำให้เขาต้องลดความดุดันเกมบุกลงบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือ “คุณภาพการจ่ายบอล” ที่คมขึ้น และมุมมองเกมที่ละเอียดขึ้นกว่าเดิม

กระทั่งอายุราว 14–15 ปี อะคาเดมีมีมิดฟิลด์หนาแน่น ทำให้เขาเริ่มได้โอกาสน้อยลง เขาจึงต้องปรับตำแหน่งอีกครั้ง และหากให้เดา หลายคนคงคิดว่าเขาจะถูกส่งกลับไปเล่นเกมรุกที่คุ้นเคย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ โค้ชจับเขาไปยืนในตำแหน่งที่เด็กหลายคนมองข้าม…อย่าง แบ็กขวา ซึ่งภายหลังเขาเคยเล่ากับเว็บทางการของสโมสรว่า

ตอนเข้ามาใหม่ ๆ เขาเป็นกองหน้า ต่อมาก็เล่นกองกลางอยู่ 2 ฤดูกาล แล้วช่วงอายุ 15 ปี เขาต้องเล่นแบ็กขวาเพราะมีคนที่ดีกว่าในแดนกลางเยอะมาก เขา “ไม่ชอบ” ตำแหน่งแบ็กขวาอยู่นาน 2–3 ปี และไม่อยากเล่นตรงนั้นเลย

แต่จุดเปลี่ยนคือวันหนึ่ง เขาเริ่มรู้สึกชอบมัน และยอมรับว่าคงไม่ได้กลับไปเป็นกองกลางอีกแล้ว ตำแหน่งใหม่กลายเป็นทางของเขา ก่อนจะเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกตอนอายุ 17 ปี ซึ่งเป็นความฝันที่เขาอยากทำกับเชลซีมาตั้งแต่เด็ก

และการตัดสินใจให้เขาไปยืนแบ็กขวาในวันนั้น ก็กลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่ทำให้โลกฟุตบอลรู้จักชื่อรีซ เจมส์จริงจัง

 

ฉายแววจนได้ขึ้นชุดใหญ่

หลังเซ็นสัญญาอาชีพกับเชลซีในปี 2016 เขาพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับเยาวชน ไล่ตั้งแต่ U-18 จนถึง U-23

กลางปี 2018 ในวัย 19 ปี เขาได้โอกาสออกไปเก็บประสบการณ์กับทีมอื่น และเป็น วีแกน แอธเลติก ทีมในแชมเปี้ยนชิพที่ดึงตัวไปใช้งาน

ช่วงกับ “เดอะ ลาติกส์” เขาได้รับความไว้วางใจให้ลงเล่นต่อเนื่อง ทั้งในบทบาทแบ็กขวา และบางเกมถูกใช้เป็นมิดฟิลด์ตัวรับด้วย

ฤดูกาล 2018-19 เขาลงเล่นให้วีแกนรวมทุกรายการถึง 46 นัด ทำ 3 ประตู 3 แอสซิสต์ ถือว่าเป็นตัวเลขการมีส่วนร่วมกับประตูที่ไม่น้อยเลยสำหรับผู้เล่นแนวรับ และมีส่วนช่วยให้ทีมอยู่รอดในแชมเปี้ยนชิพต่อไป

ฟอร์มดังกล่าวทำให้เชลซีเห็นชัดว่า เขามีสิทธิ์ขึ้นชุดใหญ่ได้ทันทีหลังกลับจากยืมตัวเพียงปีเดียว

เข้าสู่ฤดูกาล 2019-20 เชลซีแต่งตั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นเฮดโค้ชใหม่ ในปีที่สโมสรโดนแบนห้ามซื้อนักเตะจากการละเมิดกฎเซ็นดาวรุ่งต่างชาติ ทำให้เชลซีจำเป็นต้องดันเด็กจากค็อบแฮมขึ้นมาใช้งานหลายคน ไม่ว่าจะเป็น แทมมี่ อับราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, ฟิกาโย่ โทโมริ, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, เมสัน เมาท์ และรวมถึง รีซ เจมส์

เกมที่ทำให้ชื่อของเขาถูกพูดถึงหนัก ๆ คือเดือนกันยายน 2019 ในลีกคัพ เชลซีถล่ม กริมสบี้ ทาวน์ 7-1 เขายืนแบ็กขวา 90 นาที ยิง 1 แอสซิสต์ 1

สองเดือนถัดมา เขายังมีโมเมนต์ใหญ่ในเวทียุโรป เกมแชมเปี้ยนส์ลีกที่เชลซีเจอ อาแจ๊กซ์ ของเอริค เทน ฮาก ครึ่งแรกเชลซีโดนนำ 1-3 และตามทรงแลมพาร์ดควรส่งแนวรุกลงมาเพิ่ม

แต่แลมพาร์ดเลือกส่ง “แบ็กขวา” อย่างรีซ เจมส์ ลงมาแทนแบ็กซ้าย มาร์กอส อลอนโซ่ และส่งฮัดสัน-โอดอยแทนเมสัน เมาท์

ครึ่งหลังเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่ออาแจ๊กซ์โดนใบเหลืองแดงไล่ออก 2 คนในเวลาเพียง 2 นาที เชลซีเร่งเครื่องไล่ยิงกลับมา และในนาที 74 จากเตะมุมที่บอลไปชนคาน ยังมีรีซ เจมส์ยืนถูกที่ถูกเวลา ยิงสวนผ่านแนวรับเข้าไปจนเชลซีไล่ตีเสมอได้ ก่อนจบเกมแบบสุดมันส์ 4-4

ประตูนั้นกลายเป็นภาพจำของ “เด็กอะคาเดมี” ที่เพิ่งขึ้นชุดใหญ่ปีแรก แต่ยิงประตูสำคัญในเกมระดับยุโรปได้แบบไม่เกรงใจใคร

 

บุกหนักจนร่างกายเริ่มรับไม่ไหว

ฤดูกาล 2020-21 ปีที่สองในชุดใหญ่ เขากลายเป็นตัวหลักมากขึ้น และเมื่อ โธมัส ทูเคิล เข้ามาคุมทีม เขาระเบิดฟอร์มเป็นวิงแบ็กระดับท็อปแทบจะทันที

ซีซั่นนั้น รีซ เจมส์ กับเบน ชิลเวลล์ คือคู่วิงแบ็กขวา-ซ้ายที่ทรงพลังในแผน 3-4-2-1 และมีส่วนช่วยให้เชลซีไปถึงจุดสูงสุด ด้วยการเฉือนชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2

จากนั้นทีมยังสานต่อความสำเร็จด้วยแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ และแชมป์สโมสรโลกแบบเดิม (ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่ออินเตอร์คอนติเนนทัลคัพ)

สไตล์วิงแบ็กยุคทูเคิลคืออาวุธสำคัญของเชลซีจนมีคนแซวว่า ทีมมีตำแหน่ง “วิงแบ็กกึ่งกองหน้า” เพราะต้องขึ้นสุดลงสุด เติมเกมรุกเหมือนเป็นตัวรุกเพิ่ม

แต่เกมแบบนั้นย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย เมื่อผู้เล่นต้องวิ่งเลาะเส้นขึ้นลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งเจมส์และชิลเวลล์ต่างได้รับผลกระทบ

ชิลเวลล์เคยเจ็บหนักเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า พักยาวราว 7 เดือน และหลังกลับมาไม่เคยแตะจุดพีคแบบตอนเป็นแชมป์ยุโรปได้เหมือนเดิม

ส่วนรีซ เจมส์ ตั้งแต่ฤดูกาล 2021-22 เป็นต้นมา เขาบาดเจ็บถึง 13 ครั้ง ใช้เวลารักษารวมกว่า 546 วัน และพลาดลงเล่นให้เชลซีมากกว่า 100 นัด โดยกว่าครึ่งเกิดจากปัญหาที่ “แฮมสตริง” กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง

สาเหตุหลักคือ “การใช้งานหนักเกินไป” จริงอยู่ว่าเขาเป็นวิงแบ็กที่เกมรุกอันตรายมาก แต่การส่งลงสนามต่อเนื่องแบบขาดตัวแทนหมุนเวียน ทำให้กล้ามเนื้อรับภาระสูง จนเกิดโอเวอร์โหลดและเจ็บซ้ำ

แม้เขาจะเคยเข้ารับการผ่าตัดรักษาแฮมสตริงมาแล้ว แต่เมื่อกลับไปใช้งานในรูปแบบเดิม วงจรบาดเจ็บก็กลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้เชลซีไม่สามารถใช้งานเขาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควร

 

ลดทางวิ่ง เพิ่มทางบอล

ภาพจำของรีซ เจมส์ในเวอร์ชัน “ระดับโลก” เกิดขึ้นจากบทบาทวิงแบ็กขวา แต่การเจ็บซ้ำทำให้เขาขาดความต่อเนื่อง และนี่คือสิ่งที่ทีมงานชุดใหม่พยายามแก้แบบจริงจัง

เมื่อ เอ็นโซ่ มาเรสก้า เข้ามาในฤดูกาล 2024-25 พร้อมสตาฟที่ดึงมาจากเลสเตอร์ ภารกิจสำคัญช่วงแรก ๆ คือ “ดูแลสภาพร่างกายผู้เล่น” อย่างเป็นระบบ

ในทีมงานของมาเรสก้า มีคนหนึ่งที่มีบทบาทเด่นในการดูแลสภาพร่างกายทีมชุดใหญ่คือ มาร์กอส อัลวาเรซ (Marcos Alvarez) โค้ชฟิตเนสชาวสเปนวัย 54 ปี

หากมองผิวเผิน เขาอาจดูเป็นแค่โค้ชฟิตเนสทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วเขาคือคนที่ช่วยวางแผนมากกว่าการเช็กความฟิตแบบพื้นฐาน เขาดูทั้งมวลกล้ามเนื้อ-ไขมัน ควบคุมโภชนาการ และกำชับเรื่องการกินที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงเครื่องปรุงอย่างเกลือและซอสมะเขือเทศ

อัลวาเรซยังทำงานเรื่องความแข็งแกร่ง ความอึด รวมถึงมิติด้านจิตใจ และการรักษาโมเมนตัมในการ “ปิดเกม” เพราะเป้าหมายคือเปลี่ยนทีมชุดนี้ให้กลายเป็นเครื่องจักรที่วิ่งได้ไม่มีหมด

นอกจากนี้ เขายังทำงานร่วมกับ ไบรซ์ คาวานาห์ (Bryce Kavanagh) ผู้อำนวยการฝ่ายดูแลประสิทธิภาพ ที่คุมภาพรวมตั้งแต่โปรแกรมซ้อมจนถึงแนวทางการพัฒนา เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงตามเป้าหมาย

หนึ่งในคนที่ได้ผลจากระบบใหม่นี้ชัดที่สุด คือ รีซ เจมส์ เพราะตั้งแต่เขาอยู่ภายใต้การดูแลของสตาฟชุดมาเรสก้า สภาพร่างกายดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เริ่มจากการ “คุมจำนวนนาที” ในแต่ละเกม ค่อย ๆ เรียกความฟิต จากเดิมลงสัปดาห์ละ 1 เกมราว 70 นาที มาสู่จุดที่ตอนนี้เขาสามารถลงเล่นได้ถึง 2 เกมต่อสัปดาห์

อีกประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม แต่ให้ผลที่น่าพอใจมาก คือ “การปรับตำแหน่ง”

จากเดิมเขาเป็นวิงแบ็กที่ต้องวิ่ง 10–12 กิโลเมตรต่อเกม ในยุคมาเรสก้า เขามักเริ่มเป็นฟูลแบ็กขวา ก่อน “หุบ” เข้ามายืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็กขวา เปลี่ยนจากระบบ 4-2-3-1 ไปสู่ 3-2-4-1 ให้เขาเน้นเกมรับเป็นหลัก แล้วเติมเกมรุกเป็นบางจังหวะ ส่วนคนที่เติมเกมรุกหนัก ๆ มากกว่าจะเป็น มาร์ก กูกูเรย่า

บางเกมเขายังถูกสั่งให้ยืนเป็นกองกลาง เพื่อช่วยป้องกันพื้นที่ด้านข้างเวลาริมเส้นดันสูงแล้วลงมาไม่ทัน แถมเขายังมีคุณภาพการออกบอลทั้งสั้นและยาวจากแนวลึก รวมถึงทีเด็ดลูกยิงไกลจากแถวสอง

ผลลัพธ์คือ ค่าเฉลี่ยระยะวิ่งของเขาลดลงไปมาก เหลือเพียง 6.8 กิโลเมตรต่อเกม เท่านั้น

โดยสรุป มาเรสก้าและสตาฟวางเป้าหมายชัดเจนในการดูแล “กลุ่มนักเตะเปราะบาง” ไม่ว่าจะเป็น โรเมโอ ลาเวีย, เวสลี่ย์ โฟฟาน่า หรือรีซ เจมส์ เพื่อให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย

และถ้าจะอธิบายการเปลี่ยนแปลงของรีซ เจมส์ในประโยคสั้น ๆ ที่เข้าใจง่ายที่สุด มันคือแนวคิดว่า
“วิ่งให้น้อย ออกบอลให้เยอะ”
แม้ต้องลดความบุกแหลก แต่แลกกับการยืนระยะลงสนามได้ต่อเนื่อง และช่วยให้เชลซีมีตัวหลักที่พร้อมใช้งานมากขึ้นในทุกวันนี้

 

บทสรุป

เชลซีทำให้ รีซ เจมส์ ยืนระยะได้ดีขึ้นด้วย 2 แกนหลัก: คุมโหลดการลงเล่น (นาทีและความถี่) และปรับบทบาทจากวิงแบ็กวิ่งหนักไปสู่ตำแหน่งที่ “วิ่งน้อยแต่คุมบอลมาก” จึงลดความเสี่ยงแฮมสตริง พร้อมคืนความต่อเนื่องให้หนึ่งในแบ็กขวาที่ครบเครื่องที่สุดของพรีเมียร์ลีก — สำหรับสายวิเคราะห์บอลที่ตามรายละเอียดแท็กติกและสภาพร่างกายก่อนจัดบิล UFA777 และ UFA777 เว็บแทงบอล ก็เป็นอีกตัวเลือกที่หลายคนใช้เช็กราคาและตลาดเดิมพันให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทีมก่อนเกม

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.transfermarkt.com/reece-james/profil/spieler/472423
https://www.transfermarkt.com/reece-james/leistungsdaten/spieler/472423
https://theprideoflondon.com/why-reece-james-subbed-half-time-new-chelsea-injury-fears
https://ca.sports.yahoo.com/news/enzo-maresca-reveals-tactical-reason-133000663.html
https://www.squawka.com/en/news/reece-james-chelsea-striker-never-wanted-to-be-right-back/
https://www.transfermarkt.com/reece-james/verletzungen/spieler/472423